2008/May/22

สถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม จะจัดการฝึกอบรม หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมเชิงรุกแบบบูรณาการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 12 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพฯ ทั้งนี้ การเข้าร่วมการฝึกอบรมจะจัดขึ้นในวันพูธ-พฤหัสบดี-ศุกร์ ในเวลา 9.00-16.00 น. โดยกลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://u3.upload.sanook.com/A0/d0a0941e400b6224dbd0f6a33f7cc00f ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2502-8249

edit @ 22 May 2008 15:23:53 by Pele10

2007/Jul/26

หลักสูตร "หลักกระบวนการยุติธรรม" รุ่นที่ 11 ได้ปิดหลักสูตรไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน2550 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต และมีพิธีมอบประกาศนียบัตรโดยได้รับเกียรติจากท่านชาญชัย ลิขิตจิตถะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบและท่านวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน

มีรูปชาว joti club มาให้ดูกันด้วยครับสามารถคลิกดูภาพได้ที่ http://www.maama.com/picpost/view.php?id=003794

2007/Jul/25

แนวทางในการป้องกันการขยายแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ : แนวทางของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย ออสเตรเลีย ที่มีต่อชาวอะบอริจิ้น

ในปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเริ่มทวีความรุนแรงและก่อให้เกิดความสูญเสียมากยิ่งขึ้นทุกวัน แม้รัฐบาลไทยจะได้เพิ่มความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวยังไม่ได้รับการสนองตอบในทางที่ดีจากผู้ก่อความไม่สงบ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความไม่เข้าใจกันในระหว่างรัฐบาลไทยกับชาวไทยมุสลิมนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและสั่งสม
มาเป็นเวลานานหลายสิบปี จนทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก การทำให้ผู้ก่อความไม่สงบที่ถูกปลูกฝังอุดมการณ์อย่างแน่นแฟ้นในทางต่อต้านรัฐบาลมีความเข้าใจนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและบางทีอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจโดยมุ่งเน้นไปที่คนรุ่นใหม่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งยังไม่ได้ถูกปลูกฝังความคิดในทางต่อต้านรัฐบาลหรือเพียงแต่เริ่มถูกปลูกฝังแล้ว โอกาสที่ความเข้าใจอันดีในระหว่างรัฐบาลไทยและชาวไทยมุสลิมก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้สันติภาพและความสงบสุขกลับมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง

ความจริงแล้วปัญหาความไม่เข้าใจกันในลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศที่มี
ความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาแล้วดังเช่นประเทศออสเตรเลียก็เคยมีปัญหาความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติที่สร้างความขัดแย้งในชาติอย่างกว้างขวางมาแล้วเช่นกัน แม้จะไม่มี
ความรุนแรงเหมือนกับที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยก็ตาม ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลียได้บรรเทาไปอย่างมาก โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้มีการยอมรับสิทธิต่างๆ ของชาวอะบอริจิ้นมากขึ้น แต่กระนั้นก็ตามความขัดแย้งก็ยังคงมีอยู่บ้าง ซึ่งรัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐต่างๆในประเทศออสเตรเลียก็ได้มีการกำหนดนโยบายและจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนวางมาตรการที่เหมาะสม เพื่อคอยดูแลและป้องกันมิให้
การกระทบกระทั่งกันระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียและชาวอะบอริจิ้นที่อาจมีขึ้น กลับมาทำให้ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกหรือขยายวงกว้างออกไป

จากการศึกษาดูงานที่ประเทศออสเตรเลียตามหลักสูตร การบริหารงานยุติธรรมเชิงรุกแบบบูรณาการ รุ่นที่ ๔ ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานกิจการยุติธรรม โดยการได้เข้าเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปจากกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย (Victoria Police) ทำให้เห็นถึงแนวทางและมาตรการในการป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชนชาวออสเตรเลียนทั่วไปของรัฐวิคทอเรียกับชาวออสเตรเลียนที่เป็นชาวอะบอริจิ้น ที่กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งอาจนำมาพิจารณาศึกษาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ สรุปได้ดังนี้

ในการป้องกันปัญหาความขัดแย้งกับชาวอะบอริจิ้นนั้น กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียได้ดำเนินการตาม แผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับชาวอะบอริจิ้น(Aboriginal Strategic Plan) ที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยงานที่เรียกว่า The Aboriginal Advisory Unit (หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบหลักในนโยบายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับชาวอะบอริจิ้น รวมทั้งการให้คำแนะนำในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนภาระกิจของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียด้วย หน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว คือ การอำนวยความสะดวกได้ด้านการบริการต่างๆแบบเต็มเวลาเพื่อทำให้ความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่ในระหว่างกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียกับชุมชนของชาวอะบอริจิ้นในรัฐวิคทอเรียดียิ่งขึ้น) แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดแนวทางที่กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียจะใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับชาวอะบอริจิ้นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โดยมีความสำคัญสูงสุดของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือการสนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ในทางที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวอะบอริจิ้นในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ และการสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินการและการบริการต่างๆที่กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียจัดให้นั้นเป็นจะไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น ได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของนโยบายที่เกี่ยวกับชาวอะบอริจิ้นซึ่งกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียจะยึดถือในดำเนินการ รวม ๖ ประการ คือ

- การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Positive Partnership) ในระหว่างสมาชิกของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียกับชุมชนของชาวอะบอริจิ้น

- การช่วยเหลือชุมชนชาวอะบอริจิ้นในการระบุถึงแนวทางต่างๆเพื่อให้ตำรวจสามารถนำไปใช้เพื่อให้ชุมชนชาวอะบอริจิ้นได้มาซึ่งการยอมรับในสิทธิของความเป็นชาวออสเตรเลียนดั้งเดิม (Australian Indigenous people)

-การเพิ่มความเข้าใจ (perceptions) เกี่ยวกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยภายในชุมชนชาวอะบอริจิ้น

- การสร้างความพยายามอย่างเต็มที่ในอันที่จะให้เกิดความมั่นใจว่ากรมตำรวจรัฐวิคทอเรียเป็นตัวแทนของชุมชนต่างๆที่ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่

- การลดระดับอาชญากรรมที่กระทำโดยหรือกระทำต่อชาวอะบอริจิ้นที่อยู่ในชุมชนนั้น

- การให้ความมั่นใจว่า The Aboriginal Advisory Unit จะใช้บทบาทความเป็นผู้นำในการยอมรับประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับชาวอะบอริจิ้น (Aboriginal affairs issues) ของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย และกำหนดไว้เป็นวาระการประชุมเพื่อพิจารณาด้วย

เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ แผนยุทธศาสตร์ได้มีการกำหนดภาระกิจต่างๆที่กรมตำรวจรับวิคทอเรียจะต้องนำไปปฏิบัติรวม ๕ ประการ คือ

๑. ปรับปรุงความปลอดภัยในระหว่างการถูกควบคุมตัว

๒. ปรับปรุงการพูดจาสื่อสารและผู้ประสานสัมพันธ์

๓. ปรับปรุงการฝึกอบรมและการศึกษา

๔. ปรับปรุงการรับสมัครงาน

๕. ปรับปรุงการป้องกันอาชญากรรม

ปรับปรุงความปลอดภัยในระหว่างการถูกควบคุมตัว

การปรับปรุงในเรื่องนี้แม้จะดูเหมือนเป็นการปรับปรุงเกี่ยวกับการให้ความปลอดภัยกับชาวอะบอริจิ้นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่ถูกควบคุมตัวก็ตาม แต่จริงๆแล้ววัตถุประสงค์ในการปรับปรุงความปลอดภัยในระหว่างการถูกควบคุมตัว คือ การลดจำนวนชาวอะบอริจิ้นที่ถูกจับ ให้ไม่ต้องถูกควบคุมตัวมากกว่า โดยเมื่อมีกรณีที่จะต้องควบคุมตัวชาวอะบอริจิ้นผู้กระทำความผิด กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียและเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะพิจารณาใช้วิธีการต่างๆ ดังนี้

๑. ควรใช้วิธีการแจ้งเตือนให้ผู้กระทำผิดทราบถึงการกระทำผิด หรือการออกหมายเรียกให้มารายงานตัว หรือการแจ้งโทษให้ผู้กระทำความผิดทราบ แทนการนำตัวผู้กระทำความผิดไปกักขังหรือควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ การใช้วิธีการดังกล่าวนี้ผู้กระทำความผิดจะยังไม่ถูกต้องข้อหา

๒. ในกรณีที่ต้องมีการนำตัวผู้กระทำความผิดไปควบคุมตัว หากผู้กระทำความผิดแจ้งว่าตนเป็นชาวอะบอริจิ้น ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งให้ Victoria Aboriginal Legal Service ทราบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในคู่มือในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐวิคทอเรีย

๓. ในกรณีที่มีการจัดตั้ง Community Justice Panels Program ขึ้นในชุมชนใดหากมีการควบคุมตัวชาวอะบอริจิ้นผู้กระทำความผิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีการตามโครงการดังกล่าวในการที่จะระบุว่าผู้กระทำความผิดจัดเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ และหากเห็นว่าเป็นการเหมาะสมก็อาจให้ผู้กระทำความผิดดังกล่าวไปอยู่ในการควบคุมตัวของโครงการดังกล่าวแทนก็ได้

๔. หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบชาวอะบอริจิ้นตกอยู่ในอาการมึนเมาจนไม่อาจครองสติได้ ให้แจ้งให้ศูนย์บำบัดคนเมาที่เปิดทำการแล้วทราบ และถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย ก็ให้ปล่อยให้ชาวอะบอริจิ้นผู้นั้นไปอยู่ในความควบคุมของศูนย์ดังกล่าวแทน

๕. กรมตำรวจรัฐวิคทอเรียจะต้องให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจของตนในเรื่องของแนวความคิดเกี่ยวกับภาระหน้าที่ในเรื่องของการเอาใจใส่ดูแลและสวัสดิภาพของบรรดาผู้ที่อยู่ในความควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอะบอริจิ้นที่ถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและจะต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบถึงความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่างๆ
ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมตัวผู้กระทำผิด ตลอดจนแนวความคิดเกี่ยวกับควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อป้องกันผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ถูกควบคุมที่เป็นชาวอะบอริจิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาและความรับผิดชอบต่างๆที่อาจเกิดขึ้น หากผู้ถูกควบคุมที่เป็นชาวอะบอริจิ้นตายในระหว่างการควบคุมตัว

๖. จัดให้มีแผนการรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจับกุมหรือการดำเนินการที่เป็นทางเลือกอย่างอื่นเกิดผลสำเร็จ

๗. จัดให้มีแผนการรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อตรวจสอบจำนวนข้อร้องเรียนของชาวอะบอริจิ้นหรือผู้ร้องเรียนแทน เกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือต่อคณะกรรมการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจ

๘. ต้องมีการประเมินระบบตรวจสอบ และต้องทำให้ระบบการบริการและระบบการแก้ไขความบกพร่องให้ถูกต้องเกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นโดยเร็วที่สุดในโอกาสแรกที่ทำได้

ปรับปรุงการพูดจาสื่อสารและผู้ประสานสัมพันธ์

การปรับปรุงในเรื่องนี้เป็นการปรับปรุงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพูดจาสื่อสารและผู้ประสานสัมพันธ์ โดยจัดให้มีการพูดจาพาทีหรือปรึกษาหารือกันก่อนที่จะเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน มีการดำเนินการร่วมกันในการชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญต่างๆและพัฒนาความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ในการปรับปรุงดังกล่าว ได้มีการกำหนดแนวทางไว้ดังนี้

๑. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวอะบอริจิ้น (Police/Aboriginal Liaison Officers) ในระดับแผนก และผู้ประสานงานเขต (Regional Co-ordinators) ขึ้นในทุกๆ ท้องที่ที่มีจำนวนประชากรชาวอะบอริจิ้นเพิ่มขึ้นจำนวนมากและ Victoria Police Aboriginal Advisory Unit จะต้องจัดการฝึกอบรมให้กับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งด้วย

๒. ต้องจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับชาวอะบอริจิ้นเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยการประชุมดังกล่าวควรจะจัดขึ้นอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ทั้งนี้
Police/Aboriginal Liaison Officers ควรจะต้องมีการพูดคุยปรึกษาหารือกับตัวแทนของชาวอะบอริจิ้นในระดับต่างๆ ให้กว้างขวางและมากด้านด้วย

๓. Police/Aboriginal Liaison Officers ประจำแผนก จะต้องมีการเข้ารายงานให้ Regional Headquarters เกี่ยวกับเสียงสะท้อนของการดำเนินการ ทั้งในเรื่องความคิดริเริ่มของคนในท้องที่ เรื่องราวและประเด็นปัญหาต่างๆในระดับท้องที่ และต้องมีการรายงานสถานะของการดำเนินการให้กับ Aboriginal Advisory Unit ทราบทุกสามเดือน

๔. The Police/Aboriginal Strategic Plan Steering Committee จะต้องมีการประชุมกันทุกสามเดือน หรือตามที่มีคำขอ เพื่อทบทวนสถานะการดำเนินการของแผนยุทธศาสตร์

๕. ต้องจัดให้มีการฝึกภาคปฏิบัติ (workshop) ในระดับรัฐกับเจ้าหน้าที่ เพื่อประเมินผลความมีประสิทธิภาพในการสื่อสารพูดคุยและในการระบุปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

๖. ต้องมีการเชิญชาวและสนับสนุนให้เยาวชนชาวอะบอริจิ้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหุ้นส่วนที่ดีและกำหนดได้อย่างชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ การดำเนินการดังกล่าวรวมถึงการทัศนศึกษาในเขตปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กิจกรรมทางด้านกีฬาและวัฒนธรรม
ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง

ปรับปรุงการฝึกอบรมและการศึกษา

วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงในเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างสมาชิกของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย ประชากรชาวอะบอริจิ้น และชุมชนต่างๆ โดยมีแผนในการดำเนินการ ดังนี้

๑. จัดให้มีหลักสูตรการฝึกอบรมทางวิชาการเกี่ยวกับความรู้ทางด้านต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิ้น (Aboriginal Cultural Awareness) โดยบรรจุไว้ในโครงการฝึกอบรมที่จัดขึ้นหรืออำนวยให้มีขึ้นโดยกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย ตามความเหมาะสม

๒. เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่เกี่ยวข้องกับแผนกที่มีประชากรชาวอะบอริจิ้นอยู่เป็นจำนวนมากจะต้องรับการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิ้น (Victoria Police Aboriginal Cultural Awareness Course) เจ้าหน้าที่ที่จะต้องย้ายไปอยู่ในหน่วยงานระดับเขตของประเทศก็จะต้องเข้ารับการอบรมด้วยเช่นกัน

๓. จัดให้มีไว้ซึ่งฐานข้อมูลของบุคลากรที่เป็นชาวอะบอริจิ้นของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย เมื่อมีความเหมาะสมก็อาจใช้ประโยชน์ในการนำเสนอโครงการฝึกบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและขุมชนชาวอะบอริจิ้นต่างๆ

๔. จัดให้มีการวิจัยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวอะบอริจิ้นให้มากที่สุด โดยผ่านทาง Aboriginal Advisory Unit และเขตที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

๕. มีการเสนอให้ทราบถึงแผนยุทธศาสตร์ให้ทั่วถึงทั้งกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียและชุมชนต่างๆของชาวอะบอริจิ้น

๖. ก่อตั้งสายสัมพันธ์กับสื่อมวลชน โดยการใช้ประโยชน์จาก Victoria Police Media Liaison Unit ในการพัฒนาเครือข่ายกับบุคลากรของสื่อมวลชน เพื่อสนับสนุนการติดต่อสัมพันธ์ในทางที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและชุมชนชาวอะบอริจิ้น

ปรับปรุงการรับสมัครงาน

วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงในเรื่องนี้ คือ การให้โอกาสกับชาวอะบอริจิ้นในทำงานกับกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย ภายใต้สภาพแวดล้อมในการทำงานที่เคารพความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม การปรับปรุงดังกล่าวมีแนวทาง ดังนี้

๑. จัดให้มีการพัฒนาแผนการเฉพาะในการจัดหาคน โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวอะบอริจิ้นที่มีความประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย

๒. มีการขยายโอกาสต่างๆให้กับชาวอะบอริจิ้นผู้สนใจในอาชีพตำรวจกับกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย โดยให้เข้าร่วมใน Career Information Sessions ในเขตท้องที่ของตน

๓. จัดให้มีหลักสูตรสำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้สนับสนุนชักจูงให้ชาวอะบอริจิ้นที่แสดงความจำนงค์อย่างแรงกล้าที่จะสมัครเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐวิคทอเรีย ได้เข้าร่วมในหลักสูตรการเตรียมตัวที่เหมาะสม

๔. อย่างไรก็ดี ในการรับสมัครบุคคลเข้าทำงานในกรมตำรวจรัฐวิคทอเรียนั้น จะต้องมีการให้มีวิธีการทดสอบพิเศษซึ่งนำๆไปใช้ในจัดการคัดกรองผู้เข้ารับการคัดเลือก เกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับการเหยีดผิว ก่อนที่จะคัดเลือกให้เข้าทำงานกับกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย

๕. ผู้สมัครชาวอะบอริจิ้นที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนชักจูงให้เข้าร่วมในโครงการอบรมจากผู้มีประสบการณ์ (recruit mentor program)

ปรับปรุงการป้องกันอาชญากรรม

ภาระกิจประการสุดท้ายที่แผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับชาวอะบอริจิ้น (Aboriginal Strategic Plan) ได้กำหนด็คือ การปรับปรุงการป้องกันอาชญากรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลดระดับอาชญากรรมที่กระทำโดยหรือกระทำต่อชาวอะบอริจิ้น โดยมีแนวทาง ดังนี้

๑. จัดให้มีการศึกษาอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาข้อกฎหมายต่างๆโดย The Aboriginal Advisory Unit จะเป็นผู้จัดทำโครงการและใช้จัดอบรมให้กับชุมชนชาวอะบอริจิ้นต่างๆ ที่กำลังมีปัญหาหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นๆ

๒. จัดการประเมินผลและแก้ไขแนวโน้มของอาชญากรรมในท้องถิ่น โดยใช้ฐานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการกระทำความผิดของชาวอะบอริจิ้นและเหยื่อของการกระทำความผิดเพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มของอาชญากรรม และนำข้อเสนอแนะตลอดจนความคิดริเริ่มต่างๆ ภายในท้องถิ่นและภายในรัฐวิคทอเรียที่เหมาะสมไปใช้ในการลดปัญหาต่างๆ ดังนี้

- อาชญากรรมที่เกี่ยวของกับแอลกอฮอล์และยาเสพติด

- โจรขโมยรถยนต์

- การกระทำความผิดต่อบุคคล

- การกระทำความผิดต่อทรัพย์สิน

- การฝ่าฝืนคำสั่งสาธารณะ

- การกระทำผิดกฎจราจร

๓. จัดให้มีบริการในการให้คำปรึกษาแนะนำกับเหยื่อการกระทำความผิดที่เป็นชาวอะบอริจิ้น ซึ่งรวมทั้งการสอบถามความต้องการ (ตามความเหมาะสม) และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครือข่ายการบริการที่มีอยู่ด้วย

๔. ใช้วิธีการที่เรียกว่า Multi-Agency Approach เพื่อจัดให้มีแผนยุทธศาสตร์ในการลดอาชญากรรม โดยการจัดให้มีการเป็นหุ้นส่วนด้วยหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เช่น

- Aboriginal Affairs Victoria

- Victoria Aboriginal Community Services Association Incorporated

- Aboriginal Community Justice Panels Program; Local Government

- Department of Human Services, Justice, Education และ

- Police Community Consultative Committees

ทั้งนี้ โดยเล็งถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้

- เพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงทั้งทางกาย ทางเพศและทางจิตใจต่อชาวอะบอริจิ้น

- เพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากแอลกอฮอล์และยาเสพติด และ

- เพื่อช่วยเหลือชุมชนชาวอะบอริจิ้นให้ได้มาซึ่งการยอมรับในสิทธิต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเป็นชาวออสเตรเลียนดั้งเดิม (Australian Indigenous people)

แนวทางการป้องกันปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับชาวอะบอริจิ้นภายในรัฐวิคทอเรียที่กำหนดขึ้นดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางที่น่าสนใจยิ่ง และการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยหลายแนวทางก็มีความคล้ายคลึงกับแนวทางของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่าในการบรรยายสรุปของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย ผู้บรรยายไม่ได้สรุปให้ทราบถึงผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้แนวทางดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากข้อจำกัดในด้านเวลา และเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้วผู้รายงานได้พยายามค้นคว้าเพิ่มเติมจาก
website ของกรมตำรวจรัฐวิคทอเรีย แต่ก็ไม่ปรากฏข้อมูลในเรื่องดังกล่าว คงมีแต่เพียงข้อมูลเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่อย่างกว้างๆ ของ The Aboriginal Advisory เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แนวทางที่กำหนดไว้ดังกล่าวทุกแนวทางก็น่าจะนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้
กับการป้องกันปัญหาความขัดแย้งสำหรับประเทศไทยได้ ซึ่งผู้รายงานไม่ขอกล่าวซ้ำถึงแนวทางดังกล่าว เพราะแนวทางที่สรุปไว้เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ผู้รายงานเห็นว่าหากมีการแนวทางดังกล่าวไปใช้ ก็ควรจะพิจารณาใช้ในทุกๆพื้นที่ของประเทศ ไม่ควรจำกัดแต่เฉพาะ
ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้แนวทางเกี่ยวกับ
การปรับปรุง
การพูดจาสื่อสารและการประสานสัมพันธ์ และ การปรับปรุงการฝึกอบรมและการศึกษา
แน่นอนที่สุดว่าการพยายามสร้างความเข้าใจที่ดีในระหว่างรัฐบาลไทยกับคนรุ่นใหม่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่ถูกชักจูงไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลไทย เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ และควรต้องเพิ่มงบประมาณในด้านนี้ให้มาก เพื่อให้คนเหล่านี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือแนวร่วมของผู้ก่อความในสงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่รัฐบาลก็ควรที่จะต้องใช้แนวทางดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศด้วย และต้องใช้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำงานในชุมชนของชาวมุสลิมหรือเฉพาะกับชาวมุสลิมเท่านั้น แต่จะต้องใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไปด้วย ผู้รายงานมีความเชื่อและเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้แม้ว่าจะดูมีความรุนแรง แต่ก็เป็นความรุนแรงตามปกติและยังจำกัดอยู่แต่เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น การที่ความรุนแรงยังไม่มีการขยายพื้นที่ออกไปก็เพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากแนวร่วมอื่นๆในท้องที่มากนัก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจำนวนมากจากนอกประเทศ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังไม่มีศักยภาพหรือสามารถที่จะชักจูงหรือโน้มน้าวให้บุคคลในท้องที่อื่น (รวมทั้งในประเทศอื่นด้วย) หรือเจ้าของเงินทุนนอกประเทศได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการชิงความได้เปรียบในการป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบประสบความสำเร็จในการชักจูงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลควรกำหนดแผนในการนำแนวทางในการป้องกันความขัดแย้งไปใช้กับบุคคลเป้าหมายโดยเร็ว เพราะการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นให้มากที่สุดกับคนทุกกลุ่มย่อมจะทำให้แนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบค่อยๆลดน้อยลง อันจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเป็นไปได้ในที่สุด นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรจะต้องไม่ลืมและต้องคำนึงถึงให้มากอีกกรณีหนึ่งก็คือ จะต้องไม่ให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สร้างหรือก่อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังในความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือประชาชนในส่วนอื่นๆของประเทศด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วแนวทางในการป้องกันความขัดแย้งจะไม่เกิดผลอย่างแน่นอน